โป๊กเกอร์กับหุ้น…ความเหมือนที่แตกต่าง

  การเทรดหุ้นกับการเล่นโป๊กเกอร์
มองผิวเผินอาจดูแตกต่างกัน
แต่หากได้เจาะลึกลงไปในรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ
นี่คือสองอาชีพทำเงินที่ต้องใช้ประโยชน์จากหลักคณิตศาสตร์
และรับมือกับความผันผวนของตัวแปรไม่ต่างกัน
  อย่างเช่น การแข่งขัน Poker Tournament
จะประกอบด้วยผู้แข่งหลากหลายประเภทและหลากหลายสไ
ตล์การเล่น ที่ต่างจ้องจะโกย chip บนโต๊ะ
ซึ่งแต่ละคนจะต้องอ่านใจคู่แข่ง มีการหลอกล่อ
และต้องคาดเดาสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา
  ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจากตลาดหุ้น
ที่สำคัญทักษะที่ใช้โดยผู้เล่นโป๊กเกอร์ระดับท็อป
ก็เป็นทักษะที่ใช้กันในตลาดหุ้น
ปัจจัยทางด้านอารมณ์ที่มีผลต่อการเทรดหุ้นและการเล่นโป๊กเกอร์
ไม่ใช่แค่คล้ายกัน แต่แทบจะเหมือนกันเลย
  เริ่มตั้งแต่ ความโลภ
เป็นหนึ่งในอารมณ์พื้นฐานที่มีกำลังขับเคลื่อนการตัดสินใจข
องมนุษย์มากที่สุด ความโลภอาจทำให้ผู้เล่นโป๊กเกอร์หน้ามืด
แล้วไปจดจ่อกำไรที่จะได้รับ ไม่คำนวณถึงโอกาสที่จะแพ้
  เช่นเดียวกับนักลงทุนที่เกิดความโลภจนมองไม่เห็นข้อด้อยของหุ้น
ตัวนั้น วิธีที่จะเอาชนะความโลภได้
คือแทนที่จะคิดถึงความสุขจากกำไรก้อนนั้น
ให้คิดถึงว่าอะไรจะทำให้คุณไม่ชนะ
และนี้คือเหตุผลว่าทำไมผู้แข่ง Poker
ชั้นยอดถึงยอมหมอบทั้งที่มีไพ่ดี
  ความกลัว เป็นอีกหนึ่งอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์
และแต่ละคนก็มีระดับความกลัวที่แตกต่างกันไป
ชึ่งจะถูกสะท้อนในความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคน
ที่ไม่เท่ากัน หรืออาจเกิดจากประสบการณ์ไม่ดีในอดีต
  ตัวอย่างเช่นหลังวิกฤตเศรษกิจ
เราจะเห็นนักลงทุนหลายคนเลือกที่จะถือเงินสดแม้ว่าตลาดหุ้

นจะถูก ความกลัวจึงอาจทำให้คุณพลาดโอกาสดีๆ ได้
เช่นเดียวกับเวลาเล่นโป๊กเกอร์ ถึงแม้คุณจะมีไพ่ดีในมือ
แต่ถ้าคู่แข่งคุณ raise เงินเยอะ คุณก็อาจกลัวและหมอบไป
  สุดท้ายคือ ความหวัง
ข้อผิดพลาดหลักอีกอย่างหนึ่งของนักลงทุน
คือการถือหุ้นที่ขาดทุนต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ cut loss
เพราะความหวังว่าราคาหุ้นจะดีขึ้น เช่นเดียวกับการเล่นโป๊กเกอร์
ที่บางครั้งผู้เล่นมีไพ่ไม่ดีในมือ แต่เลือกที่จะเล่นต่อแทนที่จะหมอบ
เพราะจะขอลุ้นไพ่ flop ด้วยความหวังลมลมแล้งแล้ง
จึงอาจทำให้นักลงทุนต้องขาดทุนเพิ่มขึ้นได้
  เจสซี่ เจมส์ เทรดเดอร์หุ้นชื่อดังในยุค 1920 เคยเขียนไว้ว่า
Trader ที่ประสบความสำเร็จ จำเป็นที่จะต้องควบคุมอารมณ์หลัก 2
อย่างของมนุษย์ นั่นคือ ความหวัง กับ ความกลัว
เพราะช่วงเวลาตลาดขาลง
นักลงทุนส่วนใหญ่จะหวังทุกวันว่าวันรุ่งขึ้นตลาดหุ้นจะไม่ลงต่อ
ความหวังจึงทำให้คุณไม่ cut loss
และก็ลงเอยด้วยการขาดทุนจำนวนมาก
   ส่วนเวลาตลาดหุ้นขึ้น
นักลงทุนกลับกลัวว่าวันรุ่งขึ้นกำไรของคุณที่ได้มาก่อนหน้า
นี้จะหดหายไป และทำให้ขายหุ้นออกเร็วเกินไป ดังนั้น
ความกลัวจึงจำกัดความสามารถในการทำกำไร
นักลงทุนชื่อดังหลายท่านจึงทำบางอย่างที่สวนกระแสกับคนอื่นๆ
   นั่นก็คือในเวลาแทนที่จะคนอื่นคาดหวังอย่างมากต่อหุ้น
เขากลับกลัว และในเวลาที่คนอื่นกลัว เขากลับมีความหวัง ดังนั้น
นักลงทุนที่มีสติควรจะระลึกอยู่เสมอว่า ผลการขาดทุนที่ผ่านมานั้น
สามารถจะขาดทุนเพิ่มขึ้นได้อีก
และผลกำไรที่เพิ่งได้มานั้นสามารถเพิ่มพูนได้มากขึ้นอีก

judgmental

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *